ความเชื่อ … มีพลังผลักดันได้ทุกอย่าง แม้แต่ technology ก็ตาม

วันนี้ผมอ่าน http://www.wired.com/2015/04/50-years-moores-law-still-pushes-tech-double/  จนทำให้ผมอยากเขียนขึ้นมาอีกครั้ง ( ผมไม่ชอบเขียนหนังสือเท่าไหร่ ทั้งด้วยดินสอ หรือ keyboard ก็ตาม ชอบพูดมากกว่า :) )  มันทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ ( อย่างพวกเรา ) ก้าวผ่านข้อจำกัดที่ตัวเองสร้างขึ้น มาครั้งแล้วครั้งเล่า จนมีเราทุกวันนี้  เพียงแค่มีคนไม่กี่คนที่สร้างความเชื่อใหม่ๆ  แต่ต้องเป็นความเชื่อที่มีความเข้มข้น และนำไปสู่การสร้างสรรค์ และคนส่วนมากที่ตอนแรกยังไม่เชื่อ พออยู่ๆไป ก็ยอมรับความเชื่อนั้น จนนำไปสู่ความคาดหวังที่เป็นบรรทัดฐานของอะไรก็ตามแต่

Gordon_Moore_and_Robert_Noyce_at_Intel_in_1970

บทความที่ผมจะพูดถึง สรุปได้ว่า คุณปู่ Gordon E.Moore ในวันที่  19 เมษายน 1965 ตอนนั้นคุณปู่ยังเป็นหนุ่มๆ อายุ 36 ได้  ตอนนั้นคุณปู่เป็นหัวหน้า R&D ที่บริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อว่า Fairchild Semiconductor   ได้ตีพิมพ์บทความในนิตยาสารที่ชื่อว่า Electronics  ซึ่งเนื้อหาในนั้นเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ที่ว่า

the number of components—that is, transistors—on a single computer chip would continue to double every year, while the cost per chip would remain constant.”

” จำนวนของชิ้นส่วน ซึ่งในตอนนั้นคือจำนวนของ transistor ใน computer chip จะเพิ่มขึ้นๆเป็น 2 เท่า ทุกๆปี แต่ในขณะที่ต้นทุนต่อ 1 chip จะยังคงที่เหมือนเดิม ”

แต่หลังจากนั้นคุณปู่ได้เปลี่ยนการคาดการณ์นี้  โดยเพิ่มจากช่วงเวลา 1 ปี เป็นทุกๆ 2 ปี ผมลืมบอกไปว่าคุณปู่ คนนี้คือคนที่ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันนี้ ( คุณปู่คือบิดาของบิดาของวงการณ์ computer technology จริงๆ )

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นครับ ว่ามันจะเป็นจริงๆ หรือไม่เป็นจริงก็ตาม

แต่จุดที่โดนใจผมที่สุดมันเริ่มมาจาก

” Moore’s Law is both the imperative that propels tech companies forward and the standard by which they must abide in order to stay afloat in the industry. “

“กฎของ Moore มีส่วนสำคัญทั้ง 2 ด้าน คือ ทั้งผลักดันให้บริษัท technology ก้าวไปข้างหน้า และเป็นมาตรฐานที่บริษัทเหล่านี้จะต้องยอมรับและอยู่กับมันเพื่อที่จะดำรงอยู่ได้ในอุตสาหกรรม”

จากการคาดการณ์ในฝั่งของผู้ผลิต technology เอง มันนำไปสู่ความคาดหวังที่ยิ่งใหญ่ของ ผู้บริโภคตั้งแต่ในยุคนั้น จนถึงปัจจุบัน จริงๆแล้ว Moore’s Law ไม่ได้เป็นความจริงของธรรมชาติเลย มันน่าจะเป็น แรงผลักดัน ความทะเยอทะยาน และ ระบบของความเชื่อ เพื่อให้เราพัฒนา ให้เป็นไปตาม Moore’s Law มากกว่า

ระบบความเชื่อนี้ได้ลามไปในอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ , วงการยา, และพันธุศาสตร์  ระบบความเชื่อที่ว่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทำให้เรามี smart phone ที่เล็ก ดีขึ้น และ เร็วขึ้น เท่านั้น  แต่มันยังช่วยให้เราค้นพบแหล่งอาหารได้มากขึ้น มีชีวิตการเป็นอยู่ได้ดีขึ้น และช่วยให้เราเชื่อมต่อกันมากยิ่งขึ้น

Moore’s Law คือกุญแจที่ช่วยปลดล็อคสิ่งเหล่านี้  ผมเคยอ่านบทความหนึ่ง แต่นานมาแล้ว บทความนั้นเกี่ยวกับว่า ในสมัยก่อนเชื่อว่า คนเราไม่สามารถวิ่งในระยะทาง 100 เมตร และใช้เวลาต่ำกว่า  10 วินาที  นักวิทยาศาสตร์และคนส่วนมากในสมัยนั้น ก็พยายามสนับสนุนความเชื่อนี้ เพื่อปลอบใจและยอมรับความอ่อนแอ และ ขีดจำกัดของพวกเราในขณะนั้น

แต่มาวันนึงก็มีนักวิ่งคนหนึ่ง ทำลายความเชื่อนั้น และสามารถวิ่งได้ต่ำกว่า 10 วินาที เงิบกันไปเลยในยุคนั้น และหลังจากนั้นก็มีนักวิ่งมากมายที่ทำได้เช่นกับเขา

ผมคนหนึ่งที่มีความเชื่อที่ว่า ความเชื่อคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ถ้าคนเราไม่เชื่อว่าเราจะบินได้ ก่อนที่จะคิดออกว่าทำอย่างไร เราก็คงไม่มีเครื่องบินอย่างทุกวันนี้ แน่นอน !!

ความเชื่อที่เข้มข้น ในตอนแรกจะทำให้เราเป็นคนที่คิดต่าง ( Think different ) บางทีเราก็อาจจะเป็นตัวตลกในสายตาของคนส่วนมาก แต่ผมว่าเราอย่าสูญเสียความเชื่อนั้น อย่าลังเลในความเชื่อนั้นๆ ถ้าเราคิดว่าความเชื่อนั้นจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นสำหรับโลกนี้

ผมชอบ clip video นี้มาก ถ้าเวลาผมเบื่อๆ กับชีวิต การเมือง หรืออะไรก็ตามผมจะย้อนกลับมาดูเสมอ

One thought on “ความเชื่อ … มีพลังผลักดันได้ทุกอย่าง แม้แต่ technology ก็ตาม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>