ทำไมเราถึงใช้ AWS Cloud Services ?

เหตุผลที่คุณสามารถเลือกใช้ cloud web service ควบคู่กับ hardware ที่คุณมีอยู่แล้ว คือ cloud services คือ ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงต้นทุนตั้งต้น ที่คุณจะต้องใช้ในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ และทำให้ต้นทุนผันแปรในธุรกิจของคุณมีค่าต่ำลง ช่วยให้ควบคุมได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบ cloud คุณไม่จำเป็นต้องวางแผนสำหรับการจัดซื้อ server หรือโครงสร้างพื้นฐานทาง IT ล่วงหน้าเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนอีกต่อไปแล้ว สิ่งเหล่านี้สามารถใช้งานได้เลยไม่ว่าจะเป็น server จำนวนหลักร้อยหรือหลักพัน ก็สามารถทำงานได้ในในเวลาไม่กี่นาที

เราเลือกใช้ amazon web services เป็นหลัก ( แต่คุณสามารถเลือกใช้ Digital Ocean, Rackspace ก็ได้ครับ ทางเรามีทีมในที่จะช่วยคุณอย่างใกล้ชิด ) วันนี้ Amazon web service มีความเสถียรภาพสูง และสามารถรองรับธุรกิจขนาดต่างๆได้ และด้วยระบบพื้นฐานที่มีต้นทุนต่ำของ cloud ได้ช่วยให้ธุรกิจมากมายใน 190 ประเทศทั่วโลกประสบความสำเร็จ ด้วยศูนย์ข้อมูล ( Data center ) ที่มีทั้งใน U.S, Europe, Brazil, Singpore, Japan และ Australia ลูกค้าที่อยู่ในทุกๆ อุตสาหกรรมจะได้สิทธิประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้

ต้นทุนที่ต่ำ Low Cost

AWS นำเสนอการลดต้นทุนของธุรกิจ ด้วยรูปแบบการกำหนดราคาแบบ pay-as-you-go คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายล่วงหน้า หรือมีภาระผูกพันระยะยาวกับเรา aws มีความสามารถที่จะสร้างและจัดการโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก รองรับการใช้งานขนาดต่างๆ อย่างประหยัด ซึ่งจะทำให้คุณได้ราคาที่ต่ำกว่าที่อื่น ด้วยความเชี่ยวชาญนี้ AWS ได้มีการปรับลดราคามากกว่า 15 ใน 4 ปีที่ผ่านมานี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://aws.amazon.com/economics/

ความคล่องตัวและความยืดหยุ่น ( แทบจะทันที ) Agility and Instant Elasticity

AWS มี โครงสร้างพื้นฐานของ cloud จำนวนมากและมีอยู่ทั่วโลก ทำให้คุณมีพื้นที่ในการคิดค้นสิ่งใหม่ , ทดลอง และปรับปรุง ได้อย่างยอดเยี่ยม แทนที่จะต้องนั่งรอ hardware หลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน คุณสามารถติดตั้งและใช้งาน application ใหม่ของคุณได้ทันที สามารถขยายความสามารถในการรองรับผุ้ใช้งานที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้ทันที และยังสามารถปรับลดขนาดของระบบ เมื่อมีการใช้งานน้อยลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยุ่กับความต้องการของลูกค้าของคุณ ไม่ว่าคุณต้องการจะใช้ virtual server จำนวนมากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม หรือว่าจะใช้งาน server เหล่านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือจะใช้ระยะยาว คุณก็แค่จ่ายเท่าที่คุณใช้งานไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://aws.amazon.com/architecture/

เปิดและยืดหยุ่น ( Open and Flexible )

AWS คือ platform ที่รองรับได้ทุก operating system และ ภาษาในการพัฒนา คุณสามารถเลือก platform ในการพัฒนาหรือการเขียนโปรแกรมที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ คุณสามารถเลือก service ที่คุณจะใช้ได้เท่าไหร่ก็ตาม และสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ service เหล่านี้อย่างไร ด้วยความยืดหยุ่นแบบนี้ ทำให้คุณมีเวลาที่จะมุ่งเน้นที่นวัตกรรมที่คุณกำลังสร้างขึ้น แทนที่จะมาเสียเวลากับโครงสร้างพื้นฐาน

การรักษาความปลอดภัย ( Secure )

AWS เป็น platform ที่มีการรักษาความปลอดภัย และมีเทคโนโลยีที่มีความทนทาน ผ่านการรับรองที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมและการตรวจสอบ: PCI DSS ระดับ 1, ISO 27001, FISMA ปานกลาง FedRAMP, HIPAA และ SOC 1 (เดิมเรียกว่า SAS 70 และ / หรือ SSAE 16) และ SOC 2 รายงานการตรวจสอบ การให้บริการและศูนย์ข้อมูลของเรามีหลายชั้นของการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงานและทางกายภาพเพื่อความสมบูรณ์และความปลอดภัยของข้อมูลของคุณ

Online Advertising Platform : Ad Server

เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการสร้างรายได้

เพิ่มรายได้นั้นต้องเริ่มต้นจากการวางแผนที่เหนือชั้น Ad Server ของเรามีเครื่องมือที่ใช้ในการพยากรณ์ไม่ว่าจะเป็นแบบ multi-variant, ad unit level analysis, realtime inventory data และ การใช้รวมกันของ multiple targeting และ seasonality variables. Publisher อย่างเราสามารถมอง advertising model ได้ในหลายแง่มุม ที่ครอบคุมที่สุด

คุณสามารถกำหนดเครื่องมือการตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ ให้เหมาะสมกับลูกค้าของคุณ ว่าแต่ละคนควรจะแสดง ads ใด เพื่อตอบสนองกับเป้าหมายของรายได้ที่คุณตั้งใจไว้

การทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ระบบจะลดต้นทุนโดยรวม โดยการบูรณาการ รูปแบบของ ads ต่างๆ, อุปกรณ์และช่องทางการขาย ให้อยู่ในเพียงใน platform เดียวนี้ และด้วย API ที่เปิดให้สามารถรวมเข้ากับระบบที่มีอยู่แล้วภายในขององค์กรของคุณ และ third party platform ได้

ด้วย user experience ที่ออกแบบมาอย่างดีของ ad server ที่เราเลือกใช้ ช่วยให้คุณเรียนรู้การใช้งานได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ในทุกๆขั้นตอนของการจัดการ ads ไม่ว่าจะเป็น การพยากรณ์, workflow, การระบุกลุ่มเป้าหมาย, เพิ่มประสิทธิภาพของ ads , และการออกรายงานต่างๆ

แสดง ads ด้วย user experience ที่ยอดเยี่ยม

จะไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย หากผู้โฆษณาไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภค ad server ของเราช่วยให้ประสบการณ์การโฆษณาที่ไร้รอยต่อที่มีความสามารถในการปรับแต่งโฆษณาผ่านหน้าจอและทุกรูปแบบ ที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหา

ระบบของเรามีตัวช่วย ที่คุณสามารถปรับแต่งการเผยแพร่โฆษณาของคุณได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการระบบตำแหน่งที่ตั้งของผู้บริโภค อุปกรณ์ mobile ที่ใช้ ขนาดของอุปปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลโฆษณา ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้นำไปสู่ประสบการณ์ที่เหนือกว่า ในการนำเสนอโฆษณาของคุณ

มุมมองในปี 2015 ของ อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง

บริษัทในอุตสาหกรรมสื่อต้องเตรียมพร้อมกับรูปแบบความต้องการแบบใหม่ที่กำลังจะมาในปี 2015 นี้ รูปแบบใหม่นี้คือ ความต้องการเข้าถึง content ทุกที ทุกเวลา ซึ่งเป็นความต้องการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สองคล้องกับความเห็นของ Gerald Belson ซึ่งเป็นรองประธาน และผู้นำของ U.S. Media & Entertainment ที่ Deloitte Consulting, LLP

internet-of-things-IoT

โอกาสเติบโตมันอยู่ตรงไหนในอุตสาหกรรมนี้

ในปีที่ผ่านมา เราเน้นว่า ภาคสื่อและภาคบันเทิง อยู่ในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นยากที่ รูปแบบธุรกิจที่มีอยู่เดิมยังคงเติบโต ควบคู่กับรูปแบบทางธุรกิจแบบใหม่ที่กำลังจะมา รูปแบบดั้งเดิมยังคงทำผลกำไรอย่างดี แต่การเคลื่อนไหวไปสุ่พื้นที่ออนไลน์ก็กำลังเร่งตามมาติดๆ

สิ่งที่เป็นตัวเร่งคือจำนวนของ content ที่มีอยู่บน internet และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ในด้านของคุณภาพของการรับชมของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น smart phone, tablet  การเจริญเติบโตสะท้อนให้เห็นว่า คนในเวลานี้ ต้องการรับสื่อในรูปแบบต่างๆ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะผ่านอุปกรณ์ชนิดใดก็ตาม โดยเฉพาะ video content โลกของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่อยู่ในกลุ่มวัยรุ่น กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่นั่งดู TV ในเวลาที่รายการนั้นๆ กำลังออกอากาศ ไปสู่ตลาดที่ ผู้ชมเลือกรับสื่อผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบต่างๆ ทั้งเวลาที่อยู่ในบ้านและนอกบ้าน และเวลาไหนก็ตามที่สะดวก

การเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่หยุดนิ่งนี้ ก่อให้เกิดความท้าทาย แต่ก็ยังนำไปสู่โอกาสที่จะสร้างผลกำไรทางธุรกิจเช่นกัน  ในด้านของความท้าทายในสมการนี้คือ รูปแบบทางธุรกิจแบบ TV subscription และ advertising ไม่ได้แปลงไปสู่ในโลกของ online แบบใหม่นี้โดยตรง แถมยังจะลดน้อยลงในหมู่ของ Millennials  ( ประชากรที่เริ่มเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในช่วงปี 2000 ) ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มประชากรกลุ่มนี้เติบโตขึ้น โดยพึ่งพา TV ที่มีค่าบริการ น้อยลง และยังมีโอกาสน้อยกว่ากลุ่มประชากรกลุ่มอื่นๆ ที่จะสมัครเป็นสมาชิก TV เมื่อพวกเขามีบ้านของตัวเอง

มากกว่า  90%  สำหรับ Millennials ( อายุ 14 ถึง 30 ปี ) มักจะทำ 4 กิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่นั่งอยู่หน้า TV

การเปลี่ยนที่กล่าวมานี้ก็ถือเป็นโอกาสที่สำคัญกับ บริษัทที่ผลิต content ประเภทบันเทิง ช่องทางบน internet เหล่านี้ ช่วยให้บริษัทเรานี้ เชื่อมต่อ และ ทำการตลาดกับผุ้บริโภคได้โดยตรง แม้ว่าผู้จัดจำหน่ายเคเบิล TV จะยังคงมีบทบาทสำคัญในวันนี้ และอนาคตอันใกล้นี้ ก้าวแรกของบริษัทผลิต content ที่มีช่องทางและแพคเกจบน online ที่นำเสนอกับผุ้บริโภค   โดยเฉพาะสำหรับ Millennials นั้นเป็นช่องทางที่มีศักยภาพมาก

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่นี้ก็กำลังเกิดขึ้นในวงการ การศึกษาเช่นกัน การเข้าถึง content ที่มีคุณภาพสูงไม่ได้ถูกจำกัดแต่เพียงในห้องเรียนอีกต่อไป  content เหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก โดยวิธีการจัดจำหน่ายแบบใหม่ ซึ่งช่วยในเรื่องของการรองรับในขนาดต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความท้าทายของระบบการชำระค่าศึกษา และ วิธีการส่งผ่าน content แบบดั้งเดิม

อะไรที่ควรมีอยู่ในใจของธุรกิจที่มีแผนที่จะเจริญเติบโต  ?

ในขณะที่อุตสาหกรรมสื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม บริษัทต่างๆควรมุ่งเน้นไปที่โอกาสใหม่ๆ – ไม่ใช่ที่ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในรูปแบบของธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน  ธุรกิจในวงการสื่อจะต้องสมดุลระหว่างการใช้รายได้ที่มีอยู่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แต่ก็ไม่ควรใช้รายได้ในส่วนนี้ล่วงหน้ามากเกินไป แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ควรจะปล่อยให้ล้าหลังและสูญเสียตำแหน่งผู้นำดั่งที่เคยเป็นอยู่

วิธีสร้างสมดุลที่ดีที่สุด บริษัทสื่อ ควรมุ่งเน้นไปที่ ความจริงที่ว่าหลายๆสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลง ตัวชี้วัดการโฆษณา เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด  ตัวชี้วัดเหล่านี้ได้ย้ายจากการวัดจำนวนผู้ชมและแบ่งผู้ชมตามช่วงของเวลา ตัวชี้วัดเหล่านี้จะต้องครอบคลุมถึงความสัมพันธ์และนัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชมสื่อ ตัวอย่างเช่น ความหนาแน่นของความสนในในการรับชม กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีความหมายในการเข้าใจประสิทธิภาพของการโฆษณา แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะวัดได้สำหรับการรับชม TV  แบบดั้งเดิม การสำรวจของ Deloitte ที่ชื่อ 2014 Digital Democracy พบว่า 86%  ของผู้บริโภคใน U.S ทำหลายกิจกรรมขณะนั่งดู TV และมากกว่า  90%  สำหรับ Millennials ( อายุ 14 ถึง 30 ปี ) มักจะทำ 4 กิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่นั่งอยู่หน้า TV  ผลกระทบนี้ทำให้ความสนใจใน  TV กระจายตัวออกไป การกระจายตัวนี้จะต้องถูกนำมาคิดด้วยเช่นกัน

อะไรคือสิ่งที่กำลังจะมา ? ตลาดอะไรที่กำลังจะเกิดในภาคสื่อ ?

การเปลี่ยนแปลงของวงการสื่อจะเรียกร้องรูปแบบทางธุรกิจแบบใหม่ที่ยังไม่ได้ออกมาให้เห็นอย่างเต็มรูปแบบ เช่น mobile advertising ( การโฆษณาบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ) ยังคงพัฒนาอยู่ต่อเนื่อง แต่การควบรวมโอกาสของพฤติกรรมการรับสื่อ ไม่ว่าจะเป็นทาง social media, location-based services, หรือ technology อื่นๆ กำลังจะเปิดโฉมหน้าใหม่ในการระบุเป้าหมายของสื่อ  การส่งสารในโฆษณาในโลก online กำลังจะมีโอกาสที่จะสามารถส่งสารได้เป็นรายบุคคล อย่างที่เป็นไปตามความต้องการของนักโฆษณา

เรื่องใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น อาจจะเกิดจากการรวมเข้าด้วยกันของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี, สื่อ และโทรคมนาคม และการเชื่อมต่อแบบรวมทุกสิ่ง ที่รวมเรียกว่า “ Internet of Things” ขอบเขตของอุตสากรรมเหล่านี้แบ่งแยกได้ยากขึ้นทุกที แต่ละอุตสาหกรรมกับความสามารถที่มากขึ้น ที่จะสร้างและวิเคราะห์ปริมาณการบริโภคข้อมูลของผู้บริโภคแต่ละคนได้ พฤติกรรมการรับชมสื่ออาจจะกลายเป็นส่วนเล็กๆของกลุ่มของข้อมูล ที่ผู้ให้โฆษณาเลือกใช้

การรวมกันของข้อมูลต่างๆนี้ จะทำให้เกิดการกระตุ้นการแข่งขันในเรื่องของการควบคุมความสัมพันธ์ที่มีต่อลูกค้าของตน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตอุปกรณ์  บริษัทโทรคมนาคม ผู้ให้บริการเผยแพร่สื่อ ผู้สร้าง content หรือแม้แต่ผู้พัฒนา application ก็กำลังมองหาวิธีที่จะสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าของตน

ความเชื่อ … มีพลังผลักดันได้ทุกอย่าง แม้แต่ technology ก็ตาม

วันนี้ผมอ่าน http://www.wired.com/2015/04/50-years-moores-law-still-pushes-tech-double/  จนทำให้ผมอยากเขียนขึ้นมาอีกครั้ง ( ผมไม่ชอบเขียนหนังสือเท่าไหร่ ทั้งด้วยดินสอ หรือ keyboard ก็ตาม ชอบพูดมากกว่า :) )  มันทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ ( อย่างพวกเรา ) ก้าวผ่านข้อจำกัดที่ตัวเองสร้างขึ้น มาครั้งแล้วครั้งเล่า จนมีเราทุกวันนี้  เพียงแค่มีคนไม่กี่คนที่สร้างความเชื่อใหม่ๆ  แต่ต้องเป็นความเชื่อที่มีความเข้มข้น และนำไปสู่การสร้างสรรค์ และคนส่วนมากที่ตอนแรกยังไม่เชื่อ พออยู่ๆไป ก็ยอมรับความเชื่อนั้น จนนำไปสู่ความคาดหวังที่เป็นบรรทัดฐานของอะไรก็ตามแต่

Gordon_Moore_and_Robert_Noyce_at_Intel_in_1970

บทความที่ผมจะพูดถึง สรุปได้ว่า คุณปู่ Gordon E.Moore ในวันที่  19 เมษายน 1965 ตอนนั้นคุณปู่ยังเป็นหนุ่มๆ อายุ 36 ได้  ตอนนั้นคุณปู่เป็นหัวหน้า R&D ที่บริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อว่า Fairchild Semiconductor   ได้ตีพิมพ์บทความในนิตยาสารที่ชื่อว่า Electronics  ซึ่งเนื้อหาในนั้นเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ที่ว่า

the number of components—that is, transistors—on a single computer chip would continue to double every year, while the cost per chip would remain constant.”

” จำนวนของชิ้นส่วน ซึ่งในตอนนั้นคือจำนวนของ transistor ใน computer chip จะเพิ่มขึ้นๆเป็น 2 เท่า ทุกๆปี แต่ในขณะที่ต้นทุนต่อ 1 chip จะยังคงที่เหมือนเดิม ”

แต่หลังจากนั้นคุณปู่ได้เปลี่ยนการคาดการณ์นี้  โดยเพิ่มจากช่วงเวลา 1 ปี เป็นทุกๆ 2 ปี ผมลืมบอกไปว่าคุณปู่ คนนี้คือคนที่ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันนี้ ( คุณปู่คือบิดาของบิดาของวงการณ์ computer technology จริงๆ )

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นครับ ว่ามันจะเป็นจริงๆ หรือไม่เป็นจริงก็ตาม

แต่จุดที่โดนใจผมที่สุดมันเริ่มมาจาก

” Moore’s Law is both the imperative that propels tech companies forward and the standard by which they must abide in order to stay afloat in the industry. “

“กฎของ Moore มีส่วนสำคัญทั้ง 2 ด้าน คือ ทั้งผลักดันให้บริษัท technology ก้าวไปข้างหน้า และเป็นมาตรฐานที่บริษัทเหล่านี้จะต้องยอมรับและอยู่กับมันเพื่อที่จะดำรงอยู่ได้ในอุตสาหกรรม”

จากการคาดการณ์ในฝั่งของผู้ผลิต technology เอง มันนำไปสู่ความคาดหวังที่ยิ่งใหญ่ของ ผู้บริโภคตั้งแต่ในยุคนั้น จนถึงปัจจุบัน จริงๆแล้ว Moore’s Law ไม่ได้เป็นความจริงของธรรมชาติเลย มันน่าจะเป็น แรงผลักดัน ความทะเยอทะยาน และ ระบบของความเชื่อ เพื่อให้เราพัฒนา ให้เป็นไปตาม Moore’s Law มากกว่า

ระบบความเชื่อนี้ได้ลามไปในอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ , วงการยา, และพันธุศาสตร์  ระบบความเชื่อที่ว่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทำให้เรามี smart phone ที่เล็ก ดีขึ้น และ เร็วขึ้น เท่านั้น  แต่มันยังช่วยให้เราค้นพบแหล่งอาหารได้มากขึ้น มีชีวิตการเป็นอยู่ได้ดีขึ้น และช่วยให้เราเชื่อมต่อกันมากยิ่งขึ้น

Moore’s Law คือกุญแจที่ช่วยปลดล็อคสิ่งเหล่านี้  ผมเคยอ่านบทความหนึ่ง แต่นานมาแล้ว บทความนั้นเกี่ยวกับว่า ในสมัยก่อนเชื่อว่า คนเราไม่สามารถวิ่งในระยะทาง 100 เมตร และใช้เวลาต่ำกว่า  10 วินาที  นักวิทยาศาสตร์และคนส่วนมากในสมัยนั้น ก็พยายามสนับสนุนความเชื่อนี้ เพื่อปลอบใจและยอมรับความอ่อนแอ และ ขีดจำกัดของพวกเราในขณะนั้น

แต่มาวันนึงก็มีนักวิ่งคนหนึ่ง ทำลายความเชื่อนั้น และสามารถวิ่งได้ต่ำกว่า 10 วินาที เงิบกันไปเลยในยุคนั้น และหลังจากนั้นก็มีนักวิ่งมากมายที่ทำได้เช่นกับเขา

ผมคนหนึ่งที่มีความเชื่อที่ว่า ความเชื่อคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ถ้าคนเราไม่เชื่อว่าเราจะบินได้ ก่อนที่จะคิดออกว่าทำอย่างไร เราก็คงไม่มีเครื่องบินอย่างทุกวันนี้ แน่นอน !!

ความเชื่อที่เข้มข้น ในตอนแรกจะทำให้เราเป็นคนที่คิดต่าง ( Think different ) บางทีเราก็อาจจะเป็นตัวตลกในสายตาของคนส่วนมาก แต่ผมว่าเราอย่าสูญเสียความเชื่อนั้น อย่าลังเลในความเชื่อนั้นๆ ถ้าเราคิดว่าความเชื่อนั้นจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นสำหรับโลกนี้

ผมชอบ clip video นี้มาก ถ้าเวลาผมเบื่อๆ กับชีวิต การเมือง หรืออะไรก็ตามผมจะย้อนกลับมาดูเสมอ