การออกแบบระบบ E-Commerce แบบเฉพาะสำหรับประเทศไทย

ทำไมการแข่งกับ Shopee หรือ Lazada จึงไม่ใช่เป้าหมายที่ถูกต้องในประเทศไทย

เมื่อองค์กรในประเทศไทยคิดจะสร้างระบบ e-commerce คำถามแรกที่มักเกิดขึ้นคือ

“Shopee กับ Lazada ครองตลาดอยู่แล้ว เราจะไปแข่งได้อย่างไร?”

คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ไม่ควรแข่งตั้งแต่ต้น

Shopee, Lazada และ TikTok Shop แข็งแกร่งจากงบการตลาด มาตรการอุดหนุน ระบบโลจิสติกส์ และทราฟฟิกผู้ใช้งานจำนวนมาก ซึ่งเหมาะกับการค้าปลีกและการแข่งขันด้านราคา

แต่ความจริงคือ ธุรกิจไทยจำนวนมากไม่ได้ดำเนินงานในรูปแบบนั้น ธุรกิจจริงในประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์ ความยืดหยุ่น เงื่อนไขการชำระเงิน และกระบวนการที่ยังออฟไลน์อยู่จำนวนมาก ช่องว่างนี้เองคือโอกาสของระบบ e-commerce แบบเฉพาะทาง


การเปลี่ยนมุมมองหลัก: จากร้านค้าออนไลน์สู่ “ระบบการค้า” ของธุรกิจไทย

หลายคนยังมอง e-commerce ว่าเป็นเพียง

สินค้า → ตะกร้า → ชำระเงิน → จัดส่ง

ซึ่งเหมาะกับ marketplace สำหรับผู้บริโภคทั่วไป

แต่ในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะ B2B ค้าส่ง ก่อสร้าง เกษตร รีไซเคิล หรือบริการ กระบวนการจริงมักเป็น

ความสัมพันธ์ → ขอราคา → เจรจา → อนุมัติ → ส่งมอบ → ออกใบแจ้งหนี้ → ชำระเงิน

ระบบ e-commerce แบบเฉพาะทางไม่ใช่แค่เว็บไซต์ขายของ แต่คือ ระบบดิจิทัลที่สะท้อนวิธีทำธุรกิจจริงของคนไทย


ขั้นตอนที่ 1: ออกแบบจาก “แรงเสียดทาน” ทางธุรกิจ ไม่ใช่จากฟีเจอร์

ธุรกิจไทยจำนวนมากยังพึ่งพาการประสานงานแบบแมนนวล แรงเสียดทานที่พบบ่อย ได้แก่

  • คุยออเดอร์ผ่าน LINE หรือโทรศัพท์
  • ราคาต่อรองเป็นรายลูกค้า
  • ออกใบแจ้งหนี้ก่อนชำระเงิน
  • ชำระเงินบางส่วน หรือจ่ายล่าช้า
  • เจ้าของหรือผู้จัดการต้องอนุมัติ
  • ติดตามงานผ่าน Excel

แทนที่จะพยายามลบสิ่งเหล่านี้ ระบบที่ดีควร ทำให้กระบวนการเหล่านี้เป็นดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

แรงเสียดทานไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่ในบริบทไทย มันคือภาพสะท้อนของความไว้ใจและความยืดหยุ่น


ขั้นตอนที่ 2: โฟกัสอุตสาหกรรมเฉพาะ ไม่ใช่ตลาดรวม

แพลตฟอร์มขนาดใหญ่จำเป็นต้องเป็นระบบกลาง แต่ธุรกิจไทยทำงานในบริบทเฉพาะสูง

อุตสาหกรรมที่เหมาะกับระบบ e-commerce แบบเฉพาะในประเทศไทย ได้แก่

  • B2B ค้าส่งและจัดจำหน่าย
  • ธุรกิจรีไซเคิลและเศษวัสดุ
  • วัสดุก่อสร้าง
  • อุปกรณ์และปัจจัยการเกษตร
  • อะไหล่อุตสาหกรรม
  • งานจัดซื้อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

ในอุตสาหกรรมเหล่านี้

  • ราคามีการต่อรอง
  • ออเดอร์ไม่สม่ำเสมอแต่มูลค่าสูง
  • ความสัมพันธ์สำคัญกว่าความสะดวก
  • เอกสารและการตรวจสอบมีความสำคัญ

ระบบที่เข้าใจอุตสาหกรรมเดียวอย่างลึกซึ้ง จะมีคุณค่ามากกว่าระบบที่พยายามรองรับทุกคน


ขั้นตอนที่ 3: แทนที่ “หยิบใส่ตะกร้า” ด้วย Workflow การสั่งซื้อ

รูปแบบ checkout สำหรับผู้บริโภคมักไม่เหมาะกับธุรกิจไทย

Workflow ที่เหมาะสมกว่า เช่น

  • ขอใบเสนอราคา (RFQ)
  • เชื่อมการสนทนาผ่าน LINE กับออเดอร์
  • การอนุมัติภายในก่อนยืนยัน
  • ระบบเครดิตหรือจ่ายภายหลัง
  • การนัดหมายส่งของ
  • การออกใบกำกับภาษี
  • การชำระเงินผ่านโอนบัญชีหรือ PromptPay

เมื่อระบบทำงานสอดคล้องกับสิ่งที่คุ้นเคย ผู้ใช้จะยอมรับระบบได้ง่ายขึ้น


ขั้นตอนที่ 4: ความเชื่อใจคือความสัมพันธ์ ไม่ใช่อัลกอริทึม

Marketplace ใช้เรตติ้งและรีวิว

แต่ธุรกิจไทยสร้างความเชื่อใจจาก ประวัติและความสัมพันธ์ เช่น

  • การยืนยันตัวตนของบริษัท
  • ประวัติการซื้อขาย
  • พฤติกรรมการชำระเงิน
  • ความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ
  • ความร่วมมือระยะยาว

ระบบที่ดีควรทำให้ความเชื่อใจเหล่านี้มองเห็นและตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องพึ่งคะแนนสาธารณะ


ขั้นตอนที่ 5: เชื่อมต่อระบบเดิม แทนการแทนที่

บริษัทไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการรื้อระบบเดิม แต่ต้องการให้ระบบใหม่ ทำงานร่วมกันได้อย่างเงียบและราบรื่น

การเชื่อมต่อที่พบบ่อย ได้แก่

  • ระบบบัญชีและใบกำกับภาษี
  • ERP หรือระบบสต็อก
  • การกระทบยอดการโอนเงินและ PromptPay
  • ระบบขนส่ง
  • ระบบรายงานภาครัฐ

เมื่อเน้นการเชื่อมต่อ ความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงจะลดลงอย่างมาก


ขั้นตอนที่ 6: เคารพวัฒนธรรมและรูปแบบการทำงานของธุรกิจไทย

วัฒนธรรมธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับ

  • ความยืดหยุ่นมากกว่าการบังคับอัตโนมัติ
  • การสื่อสารระหว่างคนมากกว่าแดชบอร์ด
  • ความมั่นคงมากกว่าการเปลี่ยนเร็ว
  • การตัดสินใจโดยเจ้าของหรือผู้บริหาร

ระบบ e-commerce แบบเฉพาะควรรองรับ

  • การอนุมัติตามบทบาท
  • ร่องรอยการตรวจสอบ (audit trail)
  • การ override แบบควบคุมได้
  • Workflow ที่สื่อสารง่าย

ระบบที่ถูกต้องทางเทคนิคแต่ไม่สอดคล้องวัฒนธรรม มักถูกทิ้งร้างในที่สุด


ขั้นตอนที่ 7: ฟีเจอร์ที่ควรหลีกเลี่ยงในบริบทไทย

เพื่อไม่ให้เข้าสู่การแข่งขันโดยตรงกับแพลตฟอร์มใหญ่ ควรหลีกเลี่ยง

  • Flash sale และสงครามราคา
  • ระบบคูปองหรืออุดหนุน
  • การขายผ่าน influencer
  • การจัดอันดับสินค้าด้วยอัลกอริทึม
  • การแบกรับค่าขนส่ง

ฟีเจอร์เหล่านี้ต้องใช้เงินทุน ไม่ใช่ความเข้าใจเชิงระบบ


ลักษณะสถาปัตยกรรมของระบบ E-Commerce แบบเฉพาะในประเทศไทย

สถาปัตยกรรมที่เหมาะสมมักประกอบด้วย

  • Backend แบบแยกส่วน (modular)
  • Workflow และระบบอนุมัติ
  • การกำหนดสิทธิ์ตามบทบาท
  • API สำหรับเชื่อมต่อระบบอื่น
  • Audit log เพื่อความโปร่งใส
  • โครงสร้างข้อมูลที่ยืดหยุ่นต่อการต่อรอง

เป้าหมายคือความเสถียรในการดำเนินงาน ไม่ใช่การเติบโตแบบ consumer scale


บทสรุปสำคัญ: ธุรกิจไทยซื้อ “ความมั่นใจ” ไม่ใช่แพลตฟอร์ม

Shopee และ Lazada ขายทราฟฟิกและความสะดวก

ธุรกิจไทยลงทุนในระบบเฉพาะเพื่อความมั่นใจว่า

  • ใบกำกับภาษีถูกต้อง
  • การอนุมัติเป็นไปตามจริง
  • ความสัมพันธ์ทางธุรกิจไม่ถูกทำลาย
  • ระบบสะท้อนความเป็นจริง

นี่คือเหตุผลที่ระบบ e-commerce แบบเฉพาะยังเติบโตได้ในประเทศไทย แม้แพลตฟอร์มใหญ่จะครองตลาด


สรุป

ระบบ e-commerce ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย ไม่ได้เกิดจากการลอกเลียน marketplace ระดับโลก แต่เกิดจากการเคารพกระบวนการทำงาน ความสัมพันธ์ และข้อจำกัดในโลกจริง

เมื่อออกแบบจาก workflow การเชื่อมต่อ และความเชื่อใจ ระบบแบบเฉพาะจะสร้างคุณค่าระยะยาวที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ไม่สามารถแทนที่ได้

นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ด้อยกว่า marketplace

แต่มันคือ “หมวดหมู่ของระบบ” ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง


Get in Touch with us

Chat with Us on LINE

iiitum1984

Speak to Us or Whatsapp

(+66) 83001 0222

Related Posts

Our Products